[JrFic] gross anatomy 06-epilogue
posted on 07 Apr 2008 17:18 by renika in FFGross Anatomy
Author : renika
Casts : Kamenashi Kazuya Akanishi Jin Ueda Tatsuya Yamashita Tomohisa Ikuta Toma and another member of Johnny family
Genre : dark, horror
Rate : G
status : 06 - END
author's note : ฟิคเรื่องนี้มีการตายแบบไม่ฟื้นของตัวละครบางตัว รวมถึงฉากการฆาตกรรม ทำใจก่อนอ่านนะคะ
6 # answer
หัวใจของผมกำลังเต้นระรัว
ตอนนี้เป็นเวลาเกือบเที่ยงคืนแล้ว สายลมเย็นในยามดึกไม่ได้ช่วยลดความรู้สึกร้อนรุ่มของผมแต่อย่างใด ขาทั้งสองข้างก้าวไปข้างหน้าอย่างเร่งรีบ
ตลาดโต้รุ่งที่หลังมหาลัยยังคงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมาย ผมเดินผ่านมันไปอย่างไม่ใส่ใจนัก แม้หางตาจะเห็นคนรู้จักที่ทำท่าเหมือนจะเข้ามาทักแต่ผมก็ก้มหน้าก้มตาเดินต่อไปไม่สนใจใคร
อาคารหลังเล็กขนาดสามชั้นตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ผมหอบเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้ามองขึ้นไปที่ชั้น 3 ของตัวอาคาร เงาเลือนรางที่เห็นไม่ชัดทำให้ผมตัดสินใจเดินเข้าไป
ประตูตึกที่ไม่ได้ล็อคทำให้ผมคิดถึงเหตุการณ์ในวันนั้น แต่ผมไม่มีเวลาจะไปรำลึกหรือขวัญผวาถึงมันมากนัก ในเมื่อเรื่องที่ผมนำมาในวันนี้มันสำคัญยิ่งกว่าหลายเท่า
ตัวต่อทั้งหมดได้ถูกประกอบกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ผมเอาผ้าเช็ดหน้าปิดครึ่งหน้า ก่อนจะเดินขึ้นบันได
บรรยากาศวังเวงพร้อมกับแสงจันทร์ที่ส่องผ่านเข้ามาชวนให้เห็นเงาวูบไหวอยู่รอบกาย มันทำให้ผมรู้สึกเย็นยะเยือก เสียงเดียวที่ผมได้ยินในขณะนี้คือเสียงลมหายใจถี่ๆ ของตัวเอง
มือที่เย็นเยียบของผมจับไปตามราวบันได พร้อมกับพยุงร่างไม่ให้เกิดเสียงดังในการเดินแต่ละก้าว
ผมไม่รู้ว่าจะเจออาจารย์หมอในรูปแบบไหน แต่ผมไม่อยากให้ขารู้สึกระแวงขึ้นมาก่อนจะเห็นหน้าผม
อุณหภูมิต่ำที่แผ่ออกมาจากประตูห้องชั้น 3 ที่ถูกเปิดเอาไว้ทำให้ผมรู้สึกเกร็งขึ้นมา ฟอร์มาลีนฉุนๆ ทำให้ทั้งแสบตาและคัดจมูก ผมกลั้นใจคลานขึ้นบันไดต่อไปอย่างเงียบเชียบ แล้วเอาตัวหลบอยู่ข้างประตูเหมือนครั้งที่แล้ว
ผมสูดลมหายใจก่อนจะชะเง้อคอขึ้นไปมองคนที่ยืนอยู่ในห้อง
แสงสว่างอันน้อยนิดทำให้ผมเห็นเพียงกรอบร่างสูงโปร่งที่ยืนอยู่ข้างหน้าต่าง ผมตัดสินใจลุกขึ้นเมื่อเห็นว่าอาจารย์หมอไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาที่ไม่ต้องการให้ใครมาเห็น
แต่เมื่อผมก้าวเข้าไปในห้อง ร่างนั้นก็หันมาหาผม แสงจากภายนอกอาคารที่ส่องเข้ามาทำให้ผมเห็นใบหน้านั้นอย่างชัดเจน
“ดึกดื่นป่านนี้มาทำอะไรที่นี่หรือคาเมนาชิคุง?”
“อาจารย์หมอโทมะ!!”
หัวใจของผมกระตุกก่อนจะเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง ใบหน้านิ่งเฉยราวกับรูปสลักทำให้ความหวาดกลัวแล่นไปทั่วสรรพางค์กาย ขาทั้งสองของผมหยุดนิ่งอยู่กับที่ไม่สามารถขยับไปไหนได้ ไม่ต่างกับริมฝีปากซึ่งเผยอค้างโดยไม่มีเสียงใดเล็ดรอดออกมา
“ฉันคิดว่าเธอควรจะมีเหตุผลที่ดีในการมาอยู่ตรงนี้ในเวลานี้นะ”
กระแสเสียงราบเรียบผิดกับที่ผมเคยเจอนั้นบ่งบอกถึงความไม่พอใจ ผมกลืนน้ำลาย แล้วบอกตัวเองให้ตั้งสติ คนตรงหน้าเองก็เป็นคนไม่ต่างจากผม เขายืนอยู่ตรงนั้นห่างจากผมอยู่หลายช่วงเตียงผมยังสามารถกลับหลังและวิ่งออกไปได้หากผมต้องการ
แต่ผมถอยไม่ได้...
บรรยากาศหนักรอบตัวทำให้ผมขยับไปไหนไม่ได้ ร่างบนเตียงที่เรียงรายกันอยู่กำลังกระซิบบอกผมให้ยืนอยู่ตรงนั้น ร่างของอาจารย์ใหญ่ที่ผมคุ้นเคยได้ทอดกายอยู่ถัดจากจุดที่อาจารย์หมอโทมะยืนอยู่
ผม...ไม่สามารถหันหลังและวิ่งออกไป
“อ...อาจารย์ใหญ่ท่านนั้นคือเพื่อนของอาจารย์หมอใช่ไหมครับ?” ผมเค้นเสียงออกมาจากลำคออย่างยากลำบาก
“เธอยังไม่ได้ตอบคำถามของฉันเลยนะ คาเมนาชิคุง” ชายหนุ่มตอบกลับในทันทีอย่างไม่สนใจคำถามของผม
“อาจารย์หมอเองก็ไม่ควรจะมาอยู่ที่นี่ในเวลานี้ไม่ใช่หรือครับ?” ผมยกยิ้ม แม้ริมฝีปากจะสั่นระริกจนห้ามไม่อยู่ “ผมก็มีเหตุผล อาจารย์หมอก็มีเหตุ เรามาแลกเปลี่ยนเหตุผลกันเถอะครับ”
“ก็เอาสิ” อาจารย์หมอพยักหน้ารับ “แต่ฉันขอแนะนำให้เธอกลับไปที่หอ ไปนอนซะ แล้วลืมเรื่องทั้งหมดในวันนี้มากกว่าที่จะมาพิสูจน์อะไรด้วยตัวเอง”
“ผมไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรแล้วล่ะครับ...” ผมกระซิบอย่างอ่อนแรง
“หมายความว่ายังไง?”
“ผมหมายความว่า...” หยุด...เพื่อสูดลมหายใจเข้า เสียงของผมสั่นจนแทบจะฟังไม่รู้เรื่อง
“ผมรู้แล้วว่าใครเป็นคนฆ่าเพื่อนของอาจารย์หมอ”
สีหน้าของอาจารย์หมอฉายแววประหลาดใจผสมกับความตื่นตระหนกลึกๆ
ผมกดยิ้มให้ลึกกว่าเดิมแม้เข่าทั้งสองจะสั่นจนยืนไม่อยู่ ดวงตาที่แสบจากอาการแพ้คลอไปด้วยน้ำตาจนภาพเบื้องหน้าเริ่มเบลอ ผมสูดน้ำมูกก่อนจะอ้าปากพูดต่อ
“อาจารย์ใหญ่ท่านนั้นถูกเข้าใจว่าหัวใจล้มเหลวเนื่องจากไม่พบสารพิษอะไรในร่างกายใช่ไหมครับ?” ผมถาม “แต่อาจารย์หมอกลับมายืนยันกับผมในวันนั้นว่าไม่เชื่อว่าเขาจะหัวใจล้มเหลวเองจริงๆ ”
“อาจารย์หมอบอกว่าผมเองว่า เชื่อว่าวิญญาณมีจริง และในความฝันของผมนั้น มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงกับเพื่อนของอาจารย์หมอ ถูกไหมครับ?”
“ในฝันนั้น...คนคนนั้นบอกว่าฆ่าเพราะรัก บอกว่าเพราะถูกบีบจนต้องทำอย่างนี้”
ผมหยุดเพื่อนสูดลมหายใจอีกครั้ง
“อาจารย์หมอรักอาจารย์หมอยามาชิตะมาตั้งแต่เด็กแล้วใช่ไหมครับ?”
ใบหน้านิ่งสนิทของอีกฝ่ายทำให้ผมฝืนยกยิ้มแล้วกล่าวต่อ
“แต่อาจารย์หมอยามาชิตะกลับไปรักคนคนนั้น...”
“วันที่น้องชายของพี่ทักกี้เข้าโรงพยาบาล วันนั้นอาจารย์หมอเป็นคนพาเข้าก็จริง แต่คนที่สังเกตเห็นความผิดปกติของคนรักของตัวเองก่อนก็คืออาจารย์หมอยามาชิตะ”
“วันนั้น...น้องชายของพี่ทักกี้มีอาการเหนื่อยล้า เนื่องจากขาดสารอาหาร มันก็คงจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จู่ๆ จะมากำหนดให้ใครสักคนเกิดไม่อยากอาหารขึ้นมา”
“แล้วในคืนคืนนั้น อาจารย์หมอกับกับอาจารย์หมอยามาชิตะก็ไม่อยู่ด้วย ใช่...อาจารย์หมออกไปสอนพิเศษเด็ก อาจารย์หมอบอกผมเองว่าไปสอนการดลองวิทยาศาสตร์”
“เธอจะพูดอะไรกันแน่...”
น้ำเสียงตึงเครียดดังขึ้น ผมหัวเราะออกมา ก่อนจะปล่อยให้น้ำตาที่เอ่ออยู่ไหลลงมาอาบใบหน้า
“KCl” ผมเอ่ยชื่อนั้นออกมาด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย “โพแทสเซียมคลอไรด์...ถ้าอาจารย์หมอสอนการทดลองวิทยศาสตร์อยู่จริงก็คงจะพอคุ้นชื่อนี้อยู่แล้วสินะครับ”
“โพแทสเซียมคลอไรด์เป็นยาที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมการเต้นของหัวใจ แต่ถ้าใช้เกินขนาดหรือฉีดเร็วเกินไปก็จะทำให้หัวใจหยุดเต้นกะทันหัน”
“มันเป็นยาพิษล่องหนของวงการแพทย์...ใช่...มันไม่สามารถตรวจพบได้ เพราะเมื่อเสียชีวิต เซลล์ในร่างกายก็จะสลายตัว ส่งผลให้มีปริมาณโพแทสเซียมสูงขึ้น ซึ่งทั้งโพแทสเซียมทั้งคลอรีนก็เป็นเกลือแร่ที่มีอยู่ในร่างกายอยู่แล้ว ดังนั้นหากจะเรียกว่าพิษล่องหนก็คงไม่แปลกสินะครับ”
ผมเอาหลังหลังมือปาดน้ำตาออก อาการแพ้ทำให้ผมเริ่มเวียนศีรษะ
ข้อความที่ผมเพิ่งเห็นในหนังสือเล่มนั้นทำให้ผมเข้าใจทุกอย่าง คำอธิบายเพิ่มเติมเล็กๆ น้อยๆ จากทัตสึยะและฮิโรกิทำให้ผมได้แต่นิ่งเงียบ ทุกๆ อย่าง...คือ คำตอบ
“ปัจจุบัน...หลายประเทศได้ใช้มันเป็นยาพิษสำหรับประหารนักโทษ”
“แต่โพแทสเซียมคลอไรด์ ก็เป็นสารเคมีที่นิยมเอามาใช้ในการทดลองในหลักสูตรการเรียนการสอน เพราะเป็นธาตุหมู่I และธาตุหมู่VII จึงสามารถเกิดปฏิกิริยาได้อย่างรวดเร็วและเห็นผลการทดลองชัดเจน”
“วันนั้นที่ผมได้ไปหาอาจารย์หมอที่ห้องพัก”
“ผมซุ่มซ่ามทำห่อยาบนชั้นของอาจารย์หมอตกลงมา...ผมถามอาจารย์หมอว่าอาจารย์หมอป่วยเป็นอะไร แต่อาจารย์หมอกลับบอกว่ามันเป็นยาแก้ไข้แก้ปวดทั่วไป”
ผมล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงก่อนจะหยิบถุงยาของตัวเองขึ้นมา
“XANAX”
“มันเป็นชื่อทางการค้าของตัวยาที่ชื่อว่า Alprazolam ซึ่งเป็นยาที่จัดอยู่ในกลุ่ม Benzodiazopine เป็นวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 4 ใช้รักษาโรควิตกกังวลและนอนไม่หลับ”
“แล้วยาในกลุ่มนี้ ก็จะสามารถถูกขับออกมาได้ทางปัสสาวะ ดังนั้น...ถ้าได้เข้าห้องน้ำไปแล้ว ก็คงจะไม่เหลือสารใดตกค้างอยู่ในร่างกายเลยสินะครับ”
ผมหยิบเม็ดยาขนาดประมาณเม็ดถั่วเหลืองออกมาจากถุง
“ยาที่ผมได้รับมาคือขนาด 0.5 mg เป็นสีชมพูส้ม แต่ที่ผมเห็นในห้องของอาจารย์หมอในวันนั้นมันคือขนาด 1 mg ที่เป็นสีออกน้ำเงินม่วง”
“ผมก็รู้ว่ามันไม่แปลกที่อาจารย์หมอจะมีไว้กับตัว เพราอาจารย์หมอเป็นจิตแพทย์”
“แต่ขนาด 1 mg มันไม่ใช่ขนาดที่คนปกติจะกินกันเลยนะครับ...และผลข้างเคียงของมันคือการรู้สึกสับสน มึนงง การตอบสนองของร่างกายช้าลง...รวมถึงอาการไม่อยากอาหาร”
“อาจารย์หมอบอกผมสิครับ...ว่ามันเป็นเพียงแค่เรื่องบังเอิญ”
อาจารย์หมอโทมะยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ เสียงสะอื้นเบาๆ ของผมดังก้องไปทั่วห้อง ผมพูดอะไรต่อไปไม่ได้อีกแล้ว สักคำผมก็ไม่อาจจะเปล่งเสียงออกไปได้อีกคนตรงหน้าผมเคยบอกว่าชีวิตมันสำคัญ
ทำไม...เพราะรักงั้นหรือ?
เพราะรักขนาดที่ไม่ยอมจะเสียไปเชียวหรือ?
“เก่งมาก...คาเมนาชิคุง”
เสียงปรบมือเบาๆ ดังขึ้นพร้อมกับคำชมที่ไม่น่าฟัง ความรู้สึกหวาดกลัวแล่นปราดขึ้นมาตามกระดูกสันหลัง ผมหันไปมองที่มาของเสียงอย่างตื่นตะลึง
“ที่เธอเดามาทั้งหมด...มันถูกต้อง ความรู้เรื่องยาและเรื่องสารเคมีของเธอก็ดีนี่ สนใจจะเรียนพยาธิไหม? แต่เรื่อง xanax คงจะรู้มาจากพวกอุเอดะคุงสินะ”
“อ...อาจารย์หมอยามาชิตะ”
ใบหน้าสวยวาดยิ้มหวานให้ผมเหมือนปกติ ดวงตากลมโตมองผมอย่างเอ็นดูไม่ต่างจากที่เคย
แต่บางอย่าง...บอกผมว่าคนตรงหน้าไม่ใช่คนที่ผมรู้จัก
“พี”
“ลงทุนมาหาฉันถึงที่นี่เลยหรือเนี่ย” คนถูกเรียกเอียงคอรับอย่างน่ารัก “ขอโทษที่ทำให้ต้องรอนะโทมะ แต่ฉันมีธุระกับคาเมนาชิคุงก่อนแล้วล่ะ ช่วยรอต่ออีกหน่อยก็แล้วกัน”
“อย่ายุ่งกับคาเมนาชินะพี!!” เสียงห้าวตวาดขึ้น ชายหนุ่มกัดฟันแน่นจนเห็นแนวกรามขึ้นเป็นสัน
“นายห้ามฉันไม่ได้หรอก...จริงไหม?” เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้น ก่อนที่ร่างบอบบางจะก้าวเข้ามาใกล้
“อาจารย์หมอ...” ผมถอยห่างออกอาจารย์ด้วยความไม่ไว้วางใจ ทุกสิ่งดูกลับตาลปัตรไปหมดจนผมคิดอะไรไม่ทัน
“นายห้ามฉันไม่ได้อยู่แล้ว ขนาดฉันจะฆ่าหมอนั่นนายยังห้ามฉันไม่ได้เลย”
ร่างกายของผมแข็งทื่อราวกับท่อนไม้ด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียว
อาจารย์หมอยามาชิตะยังคงยิ้มหวานราวกับสิ่งที่เพิ่งพูดออกมามันเป็นเพียงแค่ประโยคล้อเล่นเหมือนเคย
“หมายความว่ายังไง...”
ผมคราง ใบหน้าสวยหวานยังคงแจกรอยยิ้มให้ผมพร้อมกับสาวเท้าเข้ามาจนประชิด
“มันก็หมายความว่าคาเมนาชิคุงเดาถูกทั้งหมด...ยกเว้นตัวฆาตกรยังไงล่ะ”
มือบางยกขึ้นไล้ที่ข้างแก้มผมอย่างช้าๆ รอยยิ้มหวานตรงหน้าสะกดให้ผมได้แต่นิ่งอยู่อย่างนั้น
ผมไม่เชื่อ...ไม่อยากเชื่อ
“คนที่ฆ่าเพื่อนรักของตัวเองน่ะคือฉันต่างหาก”
เสมือนสายฟ้าที่ผ่าลงกลางใจ ผมไม่อาจะผละสายตาให้หลุดจากดวงตากลมโตของอีกฝ่ายได้ ความเคียดแค้นที่อัดแน่นอยู่ภายใต้ความเอ็นดูทำให้ผมสั่นไปด้วยความหวาดกลัว
“ฉันกับเขา...เราไม่ได้รักกัน” เสียงแหบกระซิบบอกผมช้าๆ “ฉันรักเขา...แต่เขากลับทรยศหันไปมองคนอื่น”
“...ใคร...” ผมเปล่งเสียงถามกลับไปเบาๆ ไม่ต่างกัน อาจารย์หมอยิ้มหวานให้ผมก่อนที่กลีบริมฝีปากอิ่มจะเอ่ยชื่อนั้นออกมา
“คาเมนาชิ คาซึยะ”
ผมรู้สึกเหมือนร่างกายได้จมดิ่งลงไปเรื่อยๆ ขาทั้งสองของผมสั่นจนแทบจะประคองตนเองไว้ไม่อยู่
ผมอยากจะยกมือปิดหูแล้วบอกให้อาจารย์หมอหยุดพูด ผมอยากจะขอร้องให้เขาบอกว่าเรื่องพูดมาทั้งหมดเป็นการล้อเล่น
เรื่องแบบนี้...ผมไม่อยากรับรู้อีกแล้ว
“เธอไม่แปลกใจบ้างเลยหรือ...ทั้งๆ ที่พี่ชายเธอกับพี่ชายของเขาสนิทกัน ทำไมเธอถึงไม่เคยเห็นเขาเลย” อาจารย์หมอหัวเราะราวกับมันเป็นเรื่องตลก “เพราะเขาหลบหน้าเธอยังไงล่ะ ความรู้สึกผิดบาปที่นอกใจคนรักทำให้เขาพยายามเลี่ยงที่จะเจอกับเธอ”
“เขาทรยศฉัน...เขาบอกว่ารัก ทั้งๆ ที่ไม่ได้คิดแบบนั้นเลยสักนิด เขาโกหก โกหกฉันมาตลอด” เสียงแหบขึ้นจมูกนั้นเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด
“มันตลกมากเลยนะ...ที่คนอย่างฉันจะถูกหลอกมาเป็นปีๆ จนกระทั่งเธอมาเรียนที่นี่...ฉันถึงได้รู้...”
“พี! พอได้แล้ว!!” ผมสะดุ้งเมื่อชายหนุ่มอีกคนตะโกนขึ้นมา ใบหน้าหล่อเหลาหันไปทางอื่นราวกับไม่อยากจะเห็นภาพตรงหน้านี้
“พออะไรกันโทมะ...ฉันยังไม่ได้ให้รางวัลกับเด็กฉลาดคนนี้เลย”
“อย่าทำอะไรเขาพี...อย่าทำอะไรคาเมนาชิ” อาจารย์หมอโทมะทรุดตัวลงกับพื้นและก้มหัวขอร้อง
“หุบปาก!!”
“พี...”
“นายรักฉันไม่ใช่หรือไง?” อาจารย์หมอถามด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “รักฉันให้ตลอดไปสิ...เหมือนกับตอนที่นายพยายามหาหลักฐานว่าฉันไม่ได้เป็นคนฆ่าหมอนั่น”
“ปล่อยผม!”
ประโยคนั้นทำให้ผมควบคุมตัวเองได้อีกครั้งพร้อมกับสติที่แตกกระเจิงไป ผมปัดมืออาจารย์หมอออก ก่อนจะก้าวถอยหลังให้ห่างจากคนตรงหน้าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ขาของผมสะดุดเข้ากับอะไรสักอย่างจนหงายหลังล้มลงไป กลิ่นฟอร์มาลีนที่ฉุนจัด หรืออาการแพ้ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกไปมากกว่าความรู้สึกที่อยากจะหนีไปให้พ้นจากตรงนี้
ผมพยายามตะเกียดตะกายออกไป แต่แสงจันทร์เพียงน้อยนิดก็ไม่ได้ทำให้ผมเห็นอะไรไปมากกว่าเงาเลือนราง ตัวของผมกระแทกเข้ากับเตียงเหล็กหรืออะไรสักอย่างหลายครั้งจนปวดไปหมด แต่อาจารย์หมอที่สาวเท้าเข้ามาใกล้ก็ทำให้ผมหยุดไม่ได้
“อย่าหนีเลยนะคาเมนาชิคุง ฉันแค่จะส่งเธอไปให้เขาเป็นของขวัญวันเกิดเท่านั้นเอง”
วัตถุเนื้อวาววับสะท้อนกับแสงถูกหยิบขึ้นมาจากกระเป๋าเสื้อกาวน์
“ตอนแรกฉันจะเก็บเธอเอาไว้จนกว่าจะเรียนกรอสจบนะ หมอนั่นคงจะรู้สึกดีที่เธอเป็นคนผ่าร่างกายของเขาเป็นส่วนๆ แต่ไหนๆ เธอก็รู้เรื่องแล้ว...ฉันจะช่วยส่งเธอไปด้วยวิธีเดียวกับหมอนั่นก็แล้วกัน”
“ไม่!!”
ผมกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง ความหวาดกลัวในความฝันย้อนกลับเข้ามาอีกครั้ง อาจารย์หมอก้าวมาหยุดยืนคร่อมร่างที่สั่นเทาของผมเอาไว้ เข็มฉีดที่บรรจุสารมรณะนั้นถูกยกขึ้นจนเห็นได้ชัด
“หนีไป!”
ชั่วพริบตาก่อนที่อาจารย์หมอยามาชิตะจะโน้มตัวลงมา อาจารย์หมอโทมะก็พุ่งเข้ามายั้งเอาไว้ ผมเบิกตาด้วยความตกใจก่อนจะรีบคลานออกไปอย่างรวดเร็วเท่าที่ขาและแขนที่สั่นจนไม่มีแรงทั้งสองข้างจะอำนวย
ทั้งคู่ยื้อยุดกันอยู่ไม่นานอาจารย์หมอยามาชิตะก็ผลักให้ร่างของเพื่อนสนิทกระแทกเข้ากับขอบเตียงเหล็กแข็งจนเกิดเสียงดังสนั่น
“อาจารย์หมอโทมะ!”
ผมร้องลั่นเมื่อเห็นร่างสูงล้มลงไปกองกับพื้น
“หนีไปสิ!!”
ผมละล้าละลังอยู่เพียงชั่ววินาทีก่อนจะตะเกียดตะกายออกไปอีกครั้ง แม้ขาทั้งสองข้างของผมจะไร้เรี่ยวแรงไปแล้ว แต่ความหวาดกลัวที่เห็นอาจารย์หมอกำลังผลักเตียงเหล็กที่ขวาองยู่ให้ออกไปพ้นทาง
“เธอจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้นคาเมนาชิ!!”
เตียงเหล็กหนักที่ถูกผลักเข้ามาเต็มแรงทำให้ผมเซจนล้มลงไปกองกับพื้นอีกครั้ง เมื่อผมพยายามจะลุกขึ้นก็ต้องพบกับร่างสูงโปร่งที่ยืนอยู่เหนือร่างของผม
ผมไม่สามารถขยับร่างกายของตนได้อีกแล้ว หูของผมได้ยินเสียงตะโกนของอาจารย์หมอโทมะแว่วๆ ราวกับมาจากที่ห่างไกล ผมค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงช้าๆ
...มันจบแล้ว...
โครม!
“เป็นอะไรหรือเปล่าคาเมนาชิคุง”
“รุ่นพี่นากามารุ!?”
ผมร้องถามอย่างตื่นตกใจ หลอดไฟนีออนถูกกดสวิตช์ให้ทำงานพร้อมกันทั้งห้อง แสงนั้นทำให้ตาของผมพร่ามั่ว เมื่อปรับสายตาได้ ภาพที่ผมเห็นก็คือรุ่นพี่นากามารุได้กดร่างของอาจารย์หมอลงกับพื้นด้วยหัวเข่าที่กลางหลังพร้อมกับล็อคแขนทั้งสองข้างให้ไพล่หลังเอาไว้
“นี่คือหลักฐานสินะ” เจ้าของใบหน้าคมดุหยิบเข็มฉีดยาที่ตกอยู่ขึ้นมาด้วยผ้าเช็ดหน้า ก่อนจะยิ้มให้ผมที่มุมปาก
“เรียวจัง!?!”
“อาจารย์หมออิคุตะไหวไหมครับ?”ร่างสูงโปร่งอันเป็นเอกลักษณ์ค่อยๆ พยุงร่างของอาจารย์หมอให้ลุกขึ้นอย่างช้าๆ เท่าที่อาการเจ็บปวดจะอำนวย
“ฮิโระ!!”
“ขอโทษที่มาช้าครับอาจารย์หมอ” เสียงสุดท้ายที่ดังขึ้นทำให้ผมต้องหันกลับไปดูที่ประตูห้อง
“ทัตจัง!!!”
ผมได้แต่นั่งนิ่งเพราะยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูก กลุ่มคนในเครื่องแบบก้าวเข้ามาควบคุมตัวอาจารย์หมอยามาชิตะต่อจากรุ่นพี่นากามารุ จนเพื่อนสนิทของผมเดินเข้ามาสวมกอดหลวมๆ
“มันจบแล้วล่ะคาเมะ”
[center]++++++
END chapter6 , TBC
epilogue
“ขอโทษด้วยนะ”
แสงสีส้มแดงในยามเย็นส่องผ่านเข้ามาในห้อง ผมยืนหันหลังให้กับชายหนุ่มอีกคนที่เป็นเจ้าของคำขอโทษ
“พอเถอะครับอาจารย์หมอ...ผมไม่ได้ว่าอะไรเสียหน่อย ผมต่างหากต้องเป็นฝ่ายขอโทษที่ไปกล่าวหา” ผมตอบเบาๆ ทั้งที่สายตายังคงจับจ้องไปยังร่างเบื้องหน้า
“ฉันรู้ตั้งนานแล้วว่าพีเป็นคนฆ่า...” น้ำเสียงเมื่อกล่าวถึงคนคนนั้นช่างเบาหวิวจนน่าใจหาย “ฉันไม่อยากจะยอมรับ...จึงพยายามหาหลักฐานให้กับพีมาโดยตลอด”
“ทัตจังเล่าให้ผมฟังแล้ว...แต่สุดท้ายอาจารย์หมอก็ตัดใจได้สินะครับ ถึงยอมไปให้การกับตำรวจ” ผมหันไปยิ้มให้ “ทำแบบนี้ก็ถือเป็นการช่วยอาจารย์หมอยามาชิตะเหมือนกันนะครับ”
“ไม่หรอก” ผู้สูงวัยกว่าส่ายหัว “ฉันทนมองดูพีทำอะไรอย่างนี้ต่อไปอีกไม่ได้แล้วต่างหาก ฉันไม่ได้ช่วยพี แต่ฉันช่วยตัวเอง”
“รักอาจารย์หมอยามาชิตะมากเลยสินะครับ”
“อืม...”
ผมปล่อยให้ความเงียบเข้าครอบงำเราทั้งสองคน
เมื่อคืนวานหลังจากที่มีการจับกุมกันเป็นที่เรียบร้อย กว่าจะสอบปากคำดำเนินการต่างๆ เสร็จก็เกือบเช้า รู้ตัวอีกทีก็เผลองีบมาจนบ่าย ผมจึงเพิ่งได้ฤกษ์นั่งคุยกับทัตสึยะเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้ว
‘ฉันรู้เรื่องทั้งหมดอย่างคร่าวๆ ตั้งแต่วันที่นายเจออาจารย์หมอโทมะวันแรก’
‘วันที่เรียนกรอสวันแรกมันเป็นวันที่นายเริ่มฝันร้าย...และหลังจากนั้นฉันก็บังเอิญไปเห็นรอยการเจาะให้น้ำเกลือที่แขนของอาจารย์ใหญ่’
‘ก็เดาสุ่มไปเรื่อยๆ ก็ไม่คิดว่ามันจะใช่...ขอโทษนะที่ไม่เคยบอกอะไรเลย’
คำสารภาพจากปากเพื่อนสนิทไม่ได้ทำให้ผมโกรธ แม้จะอึ้งไปบ้าง แต่ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร ในขณะเดียวกัน ผมก็เข้าใจที่เขาพยายามไม่ให้ผมมายุ่งกับเรื่องนี้มากขึ้น
‘เมื่อวานอาจารย์หมอโทมะโทรมาหาฉันตอนที่นายออกไปแล้ว เขาบอกว่าเตรียมเครื่องอัดเอาไว้แล้ว เขาจะให้อาจารย์หมอยามาชิตะสารภาพออกมาให้ได้ ให้ฉันช่วยเรียกตำรวจไปให้ที’
‘แต่พอฉันลุกจากเตียง หันไปมองก็เห็นเตียงนายว่างเปล่าก็แตกตื่นกันยกใหญ่ ท่าทางอาจารย์หมอโทมะจะโกรธมากที่นายทำอะไรตามใจแบบนั้น’
‘ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว...ไม่อย่างนั้นอาจารย์หมอโทมะคงไม่ให้อภัยตัวเองไปตลอดชีวิต’
“อาจารย์หมอครับ...”
“หืม?”
“จริงๆ อาจารย์หมอก็ใบ้ผมมาตลอดเลยนี่ครับ ว่าใครคือฆาตกร” ผมพูดขึ้นมา แล้วละสายตาจากอาจารย์หมอกลับมาที่เดิม “ ‘พีน่ะ...รักขนาดที่...ถ้าไม่รักกัน ก็ขอตายไปเลยเสียจะดีกว่า’ อาจารย์หมอเคยบอกว่าอย่างนี้”
“งั้นหรือ...ฉันไม่ได้ตั้งใจล่ะมั้ง...เพราะตอนนั้นที่อุเอดะคุงพยายามมาพูดกับฉันเรื่องนี้ฉันยังไม่ยอมรับความจริงอยู่เลย” อาจารย์หมอหัวเราะแห้งแล้ง
ผมยิ้มบาง
“หมอนั่นแอบชอบเธอมานานมากแล้ว”
“ทราบด้วยหรือครับ?” ผมถามกลับไป
“ฉันเป็นคนเดียวที่รู้เรื่องตั้งแต่แรก ฉันก็มีส่วนผิดที่หลอกพี พีน่ะ...เป็นเด็กกำพร้า มีอดีตที่ไม่สวยงามนัก อาการผิดปกติทางจิตของพีมันมีมาตั้งแต่เด็กแล้ว ตอนที่สอบสัมภาษณ์เข้าที่นี่ ถ้าไม่ติดว่าทักกี้ไปช่วยพูดให้ก็คงจะไม่ผ่าน” เสียงถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้มดังขึ้น “ฉันกับหมอนั่นถึงทิ้งพีไม่ได้ยังไงล่ะ”
“แล้ว...อาจารย์หมอยามาชิตะทราบเรื่องได้ยังไงหรือครับ?”
“ระแคะระคายมาตั้งแต่ตอนที่เธอติดที่นี่แล้ว...เธออาจจะไม่เคยเห็นหมอนี่ก็ไม่แปลกหรอกนะ เพราะมันเป็นอาจารย์กรอสก่อนที่พีจะมาเป็นแทน ตอนที่พีรู้เรื่องน่ะนิ่งจนน่ากลัวเลย...ฉันก็คิดว่าคงเศร้า ก็ไม่คิดว่า...จะเป็นถึงขนาดนี้”
“อาจารย์หมอจะพ้นข้อหาใช่ไหมครับ?”
“ฉันไม่โดนหรอก...เพราะใครจะรู้ล่ะว่าเพื่อนสนิทของตัวเองจะแอบเข้ามาในห้อง มันก็ช่วยไม่ได้ที่พีจะมีกุญแจ ในเมื่อพีเป็นคนดูแลห้องให้ทั้งฉันทั้งหมอนั่นมาตั้งแต่เด็ก ฉันไม่ได้สมรู้ร่วมคิดกับพี” อาจารย์หมอนิ่งไป ก่อนจะกล่าวต่อ “...แต่ถึงฉันจะไม่โดนลงบทลงโทษในทางกฎหมาย แต่ตอนนี้ฉันก็จำเป็นต้องเจอบทลงโทษของตัวเองเหมือนกัน”
ผมหันไปมองใบหน้าหล่อเหลาที่ฉาบไปด้วยความหม่นหมองและเหนื่อยล้า
“ฉันคงต้องใช้กรรมไปตลอดชีวิต...ความผิดบาปในใจนี้ก็คงจะไม่หายไปจนกว่าวันที่ฉันตายล่ะมั้ง”
อาจารย์หมอโทมะกลับไปแล้ว
ผมได้แต่ยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไปเรื่อยๆ ผมรู้สึกว่าหัวว่างเปล่า แม้สมองจะกำลังทำงานอย่างอ่อนล้า
ผมกำลังคิดเรื่องอะไรอยู่? อาจจะคิดว่าคนตรงหน้าตอนยังมีชีวิตเป็นคนแบบไหน? หรืออาจจะคิดว่าถ้าเขากล้าที่จะเข้ามาคุยกับผมให้เร็วกว่านี้จะเป็นยังไง?
ผมปลดผ้าปิดปากของตัวเองออก ก่อนจะโน้มหน้าลงไปใกล้ แต่แล้วก็ต้องชะงักเนื่องจากกลั้นอาการคัดจมูกไม่ไหวจนต้องจามออกมาแรงๆ
ผมหัวเราะตัวเองเบาๆ แล้วจึงเงยหน้ากลับขึ้นมาแล้วใส่ผ้าปิดปากกลับไปเหมือนเดิม
“ถ้าผมบ้าได้สักครึ่งของอาจารย์หมอยามาชิตะ ผมอาจจะกล้าจูบคุณ”
ผมยิ้มให้กับร่างนั้นราวกับเขากำลังฟังที่ผมพูดอยู่
“พรุ่งนี้ร่างของคุณก็จะถูกส่งไปที่นิติเวชแล้ว ผมคงไม่ได้เจอคุณอีกแล้วนะครับ” ผมเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง “คุณน่าจะเข้ามาทักผม...ผมน่ะ...อยากรู้จักคุณนะครับ เราไม่ใช่คนคนห่างคนไกลกันเลยแท้ๆ ”
“จากนี้เราคงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว...ขอบคุณที่รักผมนะครับ”
เสียงประตูห้องที่ปิดลงดังก้องไปทั่วห้องเรียนเงียบเชียบที่มีอาจารย์ใหญ่ผู้เสียสละนอนเรียงรายอยู่อย่างสงบ
คาซึยะหมุนตัวเดินออกมาจากห้องเรียนวิชากรอสอนาโตมี่ด้วยหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะช้าๆ รอยยิ้มบนเรียวปากสามารถสื่อความรู้สึกของเด็กหนุ่มได้มากกว่าคำพูดไหนๆ
แสงแดดสีแสดแดงยามเย็นส่องผ่านกระจกใสเข้ามา ร่างหนึ่งที่ทอดกายนิ่งอยู่ตรงนั้นแลดูสงบยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา ป้ายชื่อที่นิติเวชนำมาติดไว้ก่อนการขนย้ายสะท้อนกับแสงจนเห็นตัวอักษรสีดำเด่นชัด
‘อาคานิชิ จิน’
++++++
END 'gross anatomy'
::TALK:: [06/04/2551@midnightfix]
สวัสดีค่า...[แบบมึนๆ ที่โพสด้านบนก็มึนๆแปลกๆ]
เกือบลืมไปว่าวันนี้ต้องลงตอนจบ นึกขึ้นได้ตอนบ่าย3ครึ่ง [กรี๊ดดดดด...]
ตอนนี้คงได้ทราบตัวคนร้ายกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะคะ หุหุ ตอนนี้แฟนๆอาจารย์หมอพีจังกำลังจะมาฆ่าเราทิ้งรึเปล่า? จริงๆ คนเขียนชอบยามะพีมากที่สุดเลยนะคะ เป็นตัวละครที่เป็นจุดพีคของเรื่อง เด่นกว่าคาเมะซะอีก 555+ ส่วนคุณอาจารย์ใหญ่...ก็ไม่พ้นคนคนนี้ล่ะค่ะ ได้รับบทโดยความตั้งใจเต็มเปี่ยม เลยไม่มีฉากหวานโดยปริยาย เอาไว้เรื่องอื่นละกันนะคะ 55+
สำหรับตอนนี้พี่แจนได้บอกว่าอ่านแล้วเหมือนโคนัน...ก็จริงอยู่ ตอนแต่งยังงงเลย ว่าทำไมตัวอักษรมันมาเป็นพรืดๆๆๆๆได้ขนาดนี้ ฮ่าๆ ถ้าไม่เข้าใจก็อ่านซ้ำได้นะคะ อย่างไรดีล่ะ ตอนนี้เราก็คงไม่มีโอกาสมาตอบคอมเมนท์แล้วอ่ะค่ะ ถ้าไม่เข้าใจอย่างไรคงต้องช่วยเหลือตัวเองแล้วอ่ะค่า แหะๆ
จริงๆ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยค่ะที่เขียนแนวนี้ ไม่เคยเขียนมาก่อน มันแปลกใหม่มากทีเดียวสำหรับคนเขียนเหมือนกันค่ะ เพราะได้คิดไว้เยอะมาก แต่ไม่สามารถบอกได้หมด ได้แต่ใบ้ๆไปแล้วให้ไปคิดกันเอง ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเข้าใจกันไหม อ่อนประสบการณ์จริงๆค่ะสำหรับแนวแบบนี้ ผิดพลาดประการใดก็ต้องขอรวบยอดขออภัยไว้ ณ ที่นี้เลยนะคะ [โค้ง]
สุดท้ายนี้...ขอขอบคุณผู้อ่านทุกคน และคอมเมนท์ทุกอันค่ะ เจอกันใหม่เรื่องหน้านะคะ
ป.ล. แอบมาเล่าเรื่อง...ทีแรกเกือบจะเอาเรื่องกรอสมาทำหนังสือทำมือไม่กี่เล่มให้ผู้ที่สนใจเก็บเป็นที่ระทึก แล้วก็ค้นพบว่าพอจัดๆไปมันได้ยาวถึง80หน้า เลยเป็นอันพับไปนะคะทุกท่าน 55+
ป.ล. 2 ข้อมูลทั้งหมดต้องขอขอบคุณกระทรวงสาธารณสุข องค์การเภสัช โรงพยาบาลจุฬา วิชาสาธารณสุข อาจารย์วิทยากร พี่ๆนิสิตแพทย์ ฯลฯ ไม่สามารถกล่าวถึงได้ครบทั้งหมด ขอบคุณนะค้า~
ป.ล. 3 มีคนได้ถามมาว่าเรื่องนี้เรทGจะพอเหรอ? เอิ่ม...ทุกคนว่ายังไงคะ? 555+
ป.ล. 4 คนเขียนตื่นเต้นมาก...ยูอิจิไม่ได้มาแต่ชื่อแล้วค่ะ 55555+
ป.ล. 5 'epilogue' รู้สึกรักคำนี้จริงๆเลย หุหุ
** ตอนนี้ไม่รู้จะเอาความรู้อะไรมาแชร์ คาเมะมันได้พูดไปหมดแล้วอ่ะ 555+
**เอามาลงเก็บไว้ค่ะ**

ฉันถือโอกาสคอมเม้นในนี้เลยแล้วกัน โฮ่ๆๆ
ไงดีล่ะ ตอนแรกๆมันก็น่ากลัวเหมือหนังผีนะ
แต่ตอนจบ อย่างที่แกว่านั่นแหละ
คาเมะจังเป็นคุณนักสืบไปเลี้ยว
งงๆตอนคาเมะพูดถึงหลักฐานอะไรนั่นนิดหน่อย
คงเพราะฉันคุมสติไม่อยู่ด้วยล่ะ
(อ่านซ้ำอีกรอบพอจะเก็ท)
ก็มันมีความรู้สึกตั้งแต่อ่านตอนอื่นมาแล้วอะ
ว่าพีจังเป็นคนร้ายแหงๆ..
มันเลยเกิดอารมณ์ขัดแย้งล่ะมั้ง
ปล. เรื่องเรทตูไม่สันทัดนะ แต่มีความรู้สึกว่ามันพอๆกะคินดะอิจินั่นแล้
#1 By [แมวมะม่วง] on 2008-04-08 10:15